您现在的位置是:百科 >>正文

อินโนเวสท์เอกซ์ มองหุ้นไทยปี 66 ดัชนีทะลุ 1,750 จุด ชี้การท่องเที่ยวฟื้นช่วยดึงเงินไหลเข้า

百科27人已围观

简介หุ้นไทยยังเนื้อหอม บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มอง จีนเปิดประเทศช่วยฟื้นการท่องเที่ยว ทำไทยและอาเซียน การเติ ...

อินโนเวสท์เอกซ์มองหุ้นไทยปีดัชนีทะลุจุดชี้การท่องเที่ยวฟื้นช่วยดึงเงินไหลเข้าหุ้นไทยยังเนื้อหอม บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มอง จีนเปิดประเทศช่วยฟื้นการท่องเที่ยว ทำไทยและอาเซียน การเติบโตต่อเนื่อง ช่วยดึงเงินนอกไหลเข้า ดันหุ้นไทยทะลุ 1,750 จุด ชี้ 5 หุ้นจะเติบโตดีนายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่านของปี 2566 เศรษฐกิจโลกจะมีลักษณะ 3 เรื่อง 1 การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้การเติบโตของเศรษฐกิจระหว่างตลาดพัฒนาแล้ว กับตลาดเกิดใหม่ จะแตกต่างกัน โดย ตลาดพัฒนาแล้ว มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ stagflation อย่างรุนแรง หรืออย่างน้อยที่สุดจะเกิดภาวะถดถอยอย่างอ่อนๆในขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจ ตลาดเกิดใหม่ จะชะลอตัวลง แต่มีโอกาสเกิดภาวะถดถอยรุนแรงน้อยกว่า 2 อัตราเงินเฟ้อเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐฯ และเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ หลายประเทศ ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วและมีแนวโน้มชะลอตัวลง ในปี 2023 อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกจะลดลงจากฐานสูงและอุปสงค์ทั่วโลกที่ลดลงอันเนื่องมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ 3 อัตราดอกเบี้ยนโยบายเชื่อว่าดอกเบี้ยสูงเกินไปเพื่อให้ครอบคลุมอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงในขณะที่ประเทศในฝั่งเอเชีย รวมถึงไทยจะยังปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ดังนั้นเราประเมิน ดัชนี ปี 2566 ที่อิงกับปัจจัยพื้นฐานอยู่ที่ 1,750 จุด จุดเข้าซื้อที่สำคัญอยู่ที่ 1,500-1,600 จุด ซึ่งคาดว่าจะเห็นในไตรมาสที่ 1 ของปี 2566สำหรับการกลับมาเปิดประเทศของจีนคาดว่าจีนจะกลับมาเปิดประเทศอีกครั้งในไตรมาสที่ 2 ของปี 2566 มองว่าตลาดจะตอบรับเชิงบวกต่อการผ่อนคลายนโยบายของจีน เนื่องจากการท่องเที่ยวจากจีนเป็นรายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศไทยและจะช่วยกระตุ้นให้เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าสุทธิ หากมองยูโรโซนจะเข้าสู่ภาวะ Stagflation ในปี 2566 กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะหดตัวลงในปี 2566โดยมีสาเหตุมาจากวิกฤติพลังงานที่ดำเนินอยู่และนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมายทั้งในปี 2565 และปี 2566 แรงกดดันเงินเฟ้อในยูโรโซนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูงกว่าที่เคยคาดส่วนภาพเศรษฐกิจไทยในปี 2566 เชื่อจะชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปี 2565 โดยมีการชะลอตัวลงของการส่งออก การลงทุน และการใช้จ่ายภาครัฐ เป็นแรงกดดันหลักแต่อย่างไรก็ดีภาคการท่องเที่ยว ภาคบริการ และการบริโภคในประเทศจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเร็วที่สุดในไตรมาสที่ 1 โดย GDP จะเติบโตประมาณ 4% และจะชะลอตัวลงอีกในช่วงครึ่งปีหลัง โดยจะเติบโตเกือบ 2% ในไตรมาสที่ 4 จากสาเหตุหลัก 3 ประการ ประการแรก เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังซึ่งจะส่งผลทำให้การส่งออกปรับตัวลดลง ประการที่สอง ในขณะที่การบริโภคภาคเอกชนจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจ แต่แรงขับเคลื่อนอื่นๆ เช่น การลงทุนภาคเอกชน และการใช้จ่ายภาครัฐ ทั้งการบริโภคและการลงทุนจะอ่อนแรง โดยมีสาเหตุมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและการเบิกจ่ายที่ชะลอตัวของโครงการภาครัฐ และ ประการสุดท้าย เชื่อว่าภาคการท่องเที่ยวจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโต โดยที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยราว 21-25 ล้านคน ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางระยะใกล้ (short-haul) มากกว่าระยะไกล (long-haul) ซึ่งจะสร้างรายได้ให้กับประเทศน้อยกว่ากลยุทธ์การลงทุนในแรงกดดันสำหรับภาวะทางการเงินที่เข้มงวดต่อเนื่องในไตรมาสที่ 1 ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ความเสี่ยงที่กำไรจะชะลอตัวลงและความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงินปรับตัวเพิ่มขึ้นทั่วโลก ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจแสดงสัญญาณชะลอตัวลงต่อเนื่อง ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมกับการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงมากขึ้น เราจะเห็นเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องก่อนที่จะทำจุดสูงสุด เศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลงถึงจุดต่ำสุดอย่างเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นภายในปลายครึ่งปีแรกดังนั้น เราเล็งเห็นโอกาสในการเพิ่มสถานะโดยเฉพาะกับการเปิดประเทศของจีนและ อุปสงค์ในประเทศที่แข็งแกร่ง แนะนำหุ้นที่มีงบดุลและกระแสเงินสดที่ดี ได้ประโยชน์จากการเปิดประเทศของจีน กำไรมีแนวโน้มเติบโตและฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มเติบโตสูงอย่างชัดเจน โดยหุ้นเด่นในไตรมาสที่ 1 คือ AOT BBL BCP CPALL และ MINT.",

Tags:

相关文章